รู้จัก หุ้น New Economy ความหวังท่ามกลางความท้าทาย
มองหาหุ้น New Economy ในตลาดหุ้นไทย ความหวังท่ามกลางความท้าทาย ที่จะเติบโตได้โดดเด่นในช่วง 3 - 5 ปีต่อจากนี้
นายศุภชัย วัฒนวิเทศกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) หากดูภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2566 ปรับลดลง 15.2% ขณะที่ในปี 2567 จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน ตลาดปรับลดลงอีก 7.0% นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยในปี 2566 มูลค่ารวม 192,489 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ขายเพิ่มอีก 109,349 ล้านบาท สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนรู้สึกท้อแท้ และบางส่วนก็หมดหวังกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
แต่ในวิกฤติย่อมมีโอกาส กระจายการลงทุนให้หลากหลาย และเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน รวมถึงแสวงหาหลักคิดใหม่ๆ ที่จะเติบโตได้ท่ามกลางภาวะตลาดและเศรษฐกิจที่อาจไม่สดใสนัก
หนึ่งในนั้นคือ แนวคิดการลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) โดยนายศุภชัย วัฒนวิเทศกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า แนวคิดการลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ การลงทุนในเรื่องใหม่ ๆ วิธีคิดใหม่ ๆ และการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเติบโตได้โดดเด่นในช่วง 3 - 5 ปีต่อจากนี้
เป็นหัวใจสำคัญของการมองหาหุ้นในธีมเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม (Old Economy) ที่เน้นอุตสาหกรรมที่มีความมั่นคง มีข้อมูลในอุตสาหกรรมที่ชัดเจน สินค้าและบริการเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และมักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลานาน
ลักษณะสำคัญของธุรกิจในกลุ่ม New Economy
- นวัตกรรมในรูปแบบธุรกิจและเทคโนโลยี : บริษัทต้องนำเสนอสินค้าและบริการผ่านการใช้รูปแบบธุรกิจใหม่ (Business Model) หรือเทคโนโลยีใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นและดีกว่าสินค้าหรือบริการเดิมที่มีอยู่ในตลาด
- ศักยภาพการเติบโตสูง : ส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าและบริการดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ แต่มีโอกาสเติบโตหรือมูลค่าตลาดที่เป็นไปได้หากประสบความสำเร็จในระยะยาว ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามูลค่าตลาดในปัจจุบันมาก
- การรับรู้ในวงกว้าง : แม้อยู่ในช่วงเริ่มต้นหรือระยะแรก (Early Stage) แต่สินค้าหรือบริการเหล่านั้นต้องมีการรับรู้ (Awareness) เป็นวงกว้างในอุตสาหกรรม
ส่องตลาดหุ้นไทยที่เป็นกลุ่ม New Economy
ปัจจุบันมีผู้เล่นในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) อยู่บ้าง แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะเติบโตไม่เด่นชัด โดย GDP ในไตรมาสแรกของปี 2567 เติบโตเพียง 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน และตลอดทั้งปี 2566 โตเพียง 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลายภาคส่วนธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นในระดับ 15 - 20% ต่อปี หรืออาจสูงกว่านี้ เนื่องจากการนำเสนอสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด
ตัวอย่าง ของธุรกิจในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ในประเทศไทย ได้แก่
- ตลาด Cybersecurity: เติบโตท่ามกลางความจำเป็นต้องลงทุนด้านข้อมูลและปกป้องข้อมูลของหน่วยงานเอกชนและภาครัฐ
- การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism): ในอุตสาหกรรมโรงพยาบาลและโรงแรม ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่มารับบริการทางการแพทย์
- บริการ Cloud : เข้ามาทดแทนบริการแบบดั้งเดิม เนื่องจากความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการข้อมูล
อย่างไรก็ตาม นายศุภชัย บอกว่า อย่ามองข้ามผู้เล่นในเศรษฐกิจดั้งเดิมที่กำลังปรับตัว เช่น อุตสาหกรรมสื่อสารและธนาคาร ที่กำลังไปสู่ธนาคารเสมือน (Virtual Banking) อาจเปลี่ยนแปลงการแข่งขันให้เกิดผู้ชนะรายใหม่ที่มาทดแทนตลาดแบบดั้งเดิม บริษัทสื่อสารขนาดใหญ่หากขออนุญาตสำเร็จก็มีโอกาสที่จะแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากอุตสาหกรรมธนาคารผ่านการใช้ฐานข้อมูลการเติมเงินในการทำ Credit Scoring เป็นต้น
การนำ AI เข้ามาช่วยในภาคการผลิตเพื่อลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการดังกล่าวก็อาจสร้างเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมาได้เช่นกัน
ดังนั้น โอกาสในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ในหุ้นไทยจึงยังมีอยู่ทั้งในธุรกิจแบบดั้งเดิม หรือธุรกิจรูปแบบใหม่ ยิ่งภาพรวมเศรษฐกิจเติบโตต่ำ นักลงทุนยิ่งต้องทำการบ้านเจาะลึกลงไปในรูปแบบธุรกิจ (Business Model) และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะนำมาซึ่งการเติบโตในระยะถัดไป
ข้อควรระวังในการลงทุนหุ้น New Economy
นักลงทุนจำเป็นต้องมีการป้องกันตัวเอง โดยแนะนำอย่างน้อย 4 ขั้นตอนที่จำเป็นต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน
- ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและติดตามผลประกอบการที่เกิดขึ้นจริง การทำ Reality Check เพื่อให้รู้รอบการลงทุนที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ตลาด PC ในประเทศไทยในไตรมาสแรกของปี 2567 มีมูลค่ารวมลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะสินค้ากลุ่ม AI ยังไม่เข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการคาดว่าสินค้าส่วนใหญ่จะเข้าสู่ตลาดในครึ่งปีหลังของปี 2567 เป็นอย่างเร็วและจะเริ่มเห็นมากขึ้นในปี 2568
- มองหาปัจจัยสนับสนุนการเติบโตอื่น ๆ ในกรณีที่กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นช้ากว่าคาด นักลงทุนควรพิจารณาว่าหุ้นกลุ่มค้าปลีกค้าส่งไอทีไทยมีโอกาสเติบโตได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
- รอคอยระดับ Valuation ที่น่าสนใจนักลงทุนควรรอคอยระดับ Valuation ที่น่าสนใจ เช่น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก หรือ ต่ำกว่าหุ้นลักษณะเดียวกันในตลาดอื่น ๆ
- ประเมินความเสี่ยงและปัจจัยอื่น ๆ ประกอบ ประเมินความเสี่ยงและปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความแข็งแกร่งของงบการเงิน ความสามารถและความมุ่งมั่นของผู้บริหาร ระดับบรรษัทภิบาลของบริษัท ซึ่งเป็นปัจจัยสะท้อนการเติบโตที่ยั่งยืนของกิจการ และความเสี่ยงในด้านอื่น ๆ ให้ครบถ้วน เช่น ความเสี่ยงเศรษฐกิจโดยรวม และความเสี่ยงสงครามระหว่างประเทศ เป็นต้น
เปิดใจคู่รัก LGBTQ+ จักรภพ เพ็ญแข - ป๊อป สุไพรพล หลังซ่อนสัมพันธ์ 23 ปี
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB